• Creative Design Thinking


    17/02/2019 16:13

    จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน : 68

  • image

    จะคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ให้แปลกใหม่สร้างสรรค์อย่างยั่งยืนได้อย่างไร?

    ผู้อ่านคงเห็นลางๆว่าหัวข้อนี้ มีสามประเด็นย่อยที่แฝงอยู่ในประเด็นใหญ่

    หนึ่งนั้นคือ... การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)
    สองนั้นคือ... อะไรทำให้แปลกใหม่สร้างสรรค์
    และสามนั้นคือ... อย่างไรจึงยั่งยืน

    ๑. ขอเริ่มด้วยประเด็นแรก เรื่อง Design Thinking (การคิดเชิงออกแบบ) ดังที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้มาจากแนวทางของ Design School ของ Stanford University ว่ามันมีขั้นตอนอะไรกันบ้างอย่างสรุปดังนี้ก่อนเลย

    นั่นคือขั้นตอนที่1… Empathize ด้วยการสำรวจและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งถึงแก่น ไม่เพียงแค่พฤติกรรมการกระทำ แต่ลงลึกถึงความคิดและความรู้สึก รวมถึงปัจจัยอื่นๆในเชิงจิตวิทยา
    ตามด้วยขั้นตอนที่2… Define นำสิ่งที่ค้นพบจากขั้นตอนที่หนึ่ง มาควานหา pain points เพื่อเจอความไม่สะดวก ไม่สบาย ไม่พอใจ ไม่ปลื้มใจ ไม่แล้วใจ ไม่สะใจ ไม่...ใจ แล้วจึงนิยามทิศทางและเป้าหมายในการคิดใหม่ทำใหม่จะได้เป็นการคิดที่ใช่ ที่แม่นยำ ที่ชัดเจน ไม่สะเป่ะสะป่ะเลอะเท่อะ
    ขั้นตอนที่3… Ideate คิดสร้างสรรค์ เพื่อค้นพบไอเดียใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์จากขั้นตอนที่สอง
    ขั้นตอนที่4… Prototype ด้วยการทำแบบจำลองของสิ่งที่ได้มาจากการคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เราคุยกับเค้ารู้เรื่อง จะได้ปรับแต่งความคิดให้ปฏิบัติได้จริง
    ปิดท้ายด้วยขั้นตอนที่5… Test เพื่อทดสอบให้แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไอเดียที่คิดใหม่ ทำใหม่ได้จริง ดีจริง คุ้มจริง เป็นประโยชน์จริง ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้จริง ก่อนลงทุนเสกลใหญ่ หรือระบุลงไปใน work procedure ต่อไป

    ๒. อะไรที่จะทำให้เราสามารถค้นพบไอเดียแปลกใหม่สร้างสรรค์ได้?

    จากที่ผมได้พูดคุยกับผู้ที่ผ่านการร่วมฝึกอบรม Design Thinking มาพบว่า สามารถทำให้เกิดการออกแบบได้
    แต่ปัญหาคือ “แบบ” ที่ออกมาได้ (ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบการบริการ ออกแบบการขาย ออกแบบโปรโมชั่น และอื่นๆอีกมากมายนั้น) มันไม่แปลกใหม่ ไม่จี๊ดจ๊าด ไม่ว๊าว สักเท่าไหร่นัก
    นั่นเป็นเพราะอะไร? เพราะอ่อนในขั้นตอนใด? จึงควรเพิ่มเติมเน้นหนัก “อะไร”?
    เราส่วนใหญ่ถนัดการคิดด้วยสมองฝั่งซ้าย (เหตุผล ตรรกะ) หรือ ซีกขวา (สร้างสรรค์ จินตนาการ) มากกว่ากัน?
    ส่วนใหญ่จะถนัดฝั่งซ้ายมากกว่าซีกขวา มั้ยครับ (เพราะการเรียน การสอน การสอบ ที่เราโตกับมันมา ต่อด้วยการทำงานซึ่งมักเน้นเรื่องการเป็นเหตุเป็นผล)
    ดังนั้น เราจะถนัดการคิดออกแบบในขั้นตอนที่ ๑ ๒ ๔ และ๕
    แต่เราอาจจะอ่อนในการคิดออกแบบในขั้นตอนที่ ๓
    นั่นอาจเป็นสาเหตุที่การผ่านการอบรม Design Thinking แล้ว ได้ “แบบ” ที่ไม่ค่อยแปลก เพราะการฝึกอบรมมักให้น้ำหนัก ในการคิดและฝึกฝน เฉลี่ยเท่าๆกันในทุกขั้นตอน
    แต่ถ้าจะให้ได้ “แบบ” ที่ออกมาแปลกมันใหม่ๆ จี๊ดจ๊าด และว๊าว เราจึงควรเน้นขั้นตอนที่๓ ให้มากกว่าขั้นตอนอื่นๆ เพื่อชดเชยสิ่งที่อ่อน สิ่งที่ขาด สิ่งที่ไม่ถนัด
    เช่น อาจปรับเวลาในการทำความเข้าใจเนื้อหาและฝึกปฏิบัติ ในสัดส่วน 20 10 50 10 10 ในขั้นตอนที่ 1 2 3 4 5 ตามลำดับ
    ผมจึงจะเน้นขั้นตอนที่ 3 Ideate ให้มากถึง 50% ด้วยเนื้อหาตามที่เคยทุบกระปุกบินสู่อเมริกาเพื่อไปร่วมเรียนรู้จาก CEF (Creative Education Foundation) และ (Creative Problem Solving Institute) ว่า...
    “ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ด้วยการ คิดนอกกรอบซ่ะก่อน แล้วจึงตามด้วยการคิดคร่อมกรอบ
    คิดนอกกรอบด้วยการคิดตามแนว Divergent Thinking
    ด้วยการมีสติที่จะปิดความคิดของสมองซีกซ้าย
    โดยการเตือนตนเองว่า ให้ลืมหลักการ ความรู้ ทฤษฎีทั้งหลายแหล่ รวมทั้งลืมนโยบาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี กฎหมาย รวมทั้งลืมเรื่องงบประมาณไปก่อน
    เพื่อให้ได้ความคิดแปลกๆ
    ซึ่งก็มีเทคนิคและตัวช่วยมากมายที่จะทำให้คิดนอกกรอบได้ ด้วยเทคนิคเป็นสิบๆในการทำ Ideation ที่เรียนรู้จากปรมาจารย์ ที่ชื่อ Bryan W. Mattimore
    .....
    แล้วต่อมาจึงคิดคร่อมกรอบ
    เพื่อปรับ ดัด แปลงความคิดนอกกรอบให้เข้ามา “คร่อม”
    อยู่ในกรอบนโยบาย กรอบขนบธรรมเนียม กรอบประเพณี กรอบกฎหมาย รวมทั้งกรอบงบประมาณ
    เพื่อให้ความคิดแปลกๆนั้นนำไปใช้ได้จริง
    โดยการคิดตามแนว Convergent Thinking
    ด้วยการมีสติที่จะปิดความคิดของสมองซีกขวา
    โดยการเตือนตนเองว่า ให้หยุดเพ้อเจ้อ หยุดฟุ้งซ่าน หยุดจินตนาการ เพื่อใช้ตรรกะเหตุผล
    โดยมีกระบวนการ PPCO มาเป็นตัวช่วย”
    ผมจึงขอต่อท้ายชื่อของการอบรมแบบเน้นขั้นตอนที่สามนี้ว่า การคิดออกแบบอย่างคิดสร้างสรรค์ (Design Thinking with Creativity)

    ๓. อย่างยั่งยืน... จะทำอย่างไรถ้าเราสามารถพัฒนาความคิดเชิงออกแบบที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน?

    ผมขอตอบประเด็นที่สามนี้ ด้วยแนวคิดของการโค้ชชิ่ง ซึ่งผมได้แต่ะเรื่องนี้มากว่าสามปี
    เริ่มด้วยการเรียน (และต่อมาจึงสอนต่อ) มากว่า 98 ชั่วโมง
    ตามมาด้วยการโค้ชผู้บริหารและพนักงานมาแล้วกว่าร้อยชั่วโมง
    ปิดท้ายด้วยการบ่มเพาะตนเองตามแนวทาง core competencies ของ ICF (International Coach Federation)
    จนในที่สุดได้รับการ certified เป็นโค้ชระดับ ACC (Associate Certified Coach) ว่า...
    “ผมพบว่า การโค้ช กับ ความคิดออกแบบอย่างคิดสร้างสรรค์นี้นั้น เค้าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากที่สุดถึงที่สุด เป็นดั่งบุพเพสันนิวาสที่เกิดมาคู่กัน ดังจะเห็นได้จาก...
    การโค้ชตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า ผู้รับการโค้ชมีศักยภาพในการคิดแก้ปัญหาของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่เค้ายังไม่ได้มีโอกาสมานั่งคิด ตามกระบวนการคิดที่ควรจะเป็น โค้ชจึงมาชวนคิด ด้วยการถาม โดยไม่มีธงว่าคำตอบควรจะเป็นอะไรอยู่ในใจ เพราะคำตอบในใจโค้ชนั้นเหมาะกับตัวโค้ช แต่อาจไม่เหมาะกับตัวผู้รับการโค้ช จึงไม่มีคำตอบหรือความคิดใดที่ผิด
    ซึ่งตรงกันกับธรรมชาติความคิดสร้างสรรค์ และ Design Thinking มั้ยครับ ที่ผู้คิดคือคนที่จะพบไอเดียใหม่ๆได้เอง ตามลำดับขั้นตอนที่โค้ชจะชวนคิดด้วยการตั้งคำถามที่เป็นไปตามกระบวนการคิด ดังคำตอบของทั้งสองประเด็นย่อยข้างต้น
    ดังนั้น การพัฒนาความคิดให้เกิดขึ้นได้อย่างจริง จึงไม่ใช่การที่มีวิทยากรมาให้การฝึกอบรม ซึ่งเป็นการ “คิดให้เอง”
    แต่ควรจะเป็นการโค้ชชิ่ง ซึ่งเป็นการ “ให้คิดเอง” โดยโค้ชจะเป็นคนชวนคิด ให้เป็นไปตามขั้นตอนต่างๆของ Design Thinking และ การคิดนอกกรอบและคร่อมกรอบ
    และเนื่องจากการคิดสร้างสรรค์มักร่วมกันคิดหลายๆคน เพื่อให้เกิดความคิดที่หลายหลาก ผมจึงขอเสนอว่า งั้นเราก็โค้ชกันหลายๆคนเลยสิ ซึ่งตรงกับแนวทางการพัฒนาด้วยการทำโค้ชชิ่งกลุ่ม (Group Coaching)”

    จึงจะขอสรุปแนวคิดต่อปุจฉาที่จั่วหัวไว้ว่า... จะคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ให้แปลกใหม่สร้างสรรค์อย่างยั่งยืนได้อย่างไร?

    ด้วยวิสัชนาว่า... ด้วยการเน้นการคิดนอกกรอบและคิดคร่อมกรอบ ตามกระบวนการ Creative Thinking ด้วยการทำ Group Coaching ครับ

    เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ครับ

บริษัท กบเหลาดินสอ จำกัด ให้บริการ เหลาความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อผลลัพธ์ ที่ดีขึ้น สำหรับ ผู้ที่แสวงหาบริการ ด้านการฝึกอบรม (Training) การโค้ช (Coaching) ที่ส่งผล ต่อการพัฒนา การทำงาน ได้จริง และ คุ้มค่า กับการลงทุน "มาเหลาความคิด พัฒนาความรู้ร่วมกัน สักครั้งหนึ่งในชีวิต" สอบถามเพิ่มเติม โทร. 089-139-6077 LINE: a.sarun